วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การจัดการความรู้ทางการศึกษา

ความรู้ (Knowledge)
        
          ความรู้ เป็นสิ่งที่ได้รับมาจากประสบการณ์ต่างๆ รอบตัวเราในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารจาก โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ โซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือแม้แต่การพูดคุยกันระหว่างบุคคลก็เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งเกิดเป็นความรู้แล้ว
          ความรู้ หากเปรียบเทียบให้ความรู้เป็นมีดด้ามหนึ่งแล้ว ถ้าไม่ได้รับการใช้งานหรือลับมีด มีดด้ามนั้นก็จะขึ้นสนิม อาจจะใช้การไม่ได้ในอนาคตก็เป็นได้ ความรู้ก็เช่นกันมีต้องได้รับการทบทวนอยู่เสมอ ต้องแบ่งบันซึ่งกันและกัน การแชร์ความรู้หนึ่งครั้งเท่ากับการทวนความรู้หนึ่งครั้งจะทำให้ความรู้นั้นคงอยู่กับเราตลอดไป
          ความรู้ คือสิ่งที่อยู่ภายในบุคคล จับต้องไม่ได้จึงต้องมีการวัดประเมินความรู้ ด้วยการทดสอบ ถามตอบ ตัดสินจากผลงาน หรือ การกระทำ
          ความรู้จะมีคุณค่าได้นั้นก็ขึ้นอยู่ว่าผู้ใช้ความรู้จะประยุกต์ใช้ความรู้ได้ถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ ผู้ให้ความรู้ที่ดีจะต้องคำนึงถึงโอกาสหรือช่วงเวลานั้นด้วย


การจัดการความรู้ (Knowledge Management)

         การจัดการความรู้ เป็นการจัดการความรู้ที่มีนั้นให้เป็นระบบระเบียบเพื่อให้ความรู้อยู่สืบไป โดยการสร้างความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เรียนรู้ รวบรวม แล้วนำมาแยกแยะ จัดระเบียบ เพื่อนำไปสู่การประยุกต์ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด


จุดเริ่มต้นของการจัดการความรู้


     


        จากภาพด้านบน อธิบายได้ว่า จุดเริ่มต้นของการจัดการความรู้ เกิดจากการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างความรู้ของเพื่อนกับความรู้ของเรา อาจเกิดจากการพูดคุยกัน แล้วเกิดเป็นความรู้รวมระหว่างความรู้ของเราและความรู้ของเพื่อน จึงกลายเป็นความรู้ใหม่ที่ 2 ฝ่ายก็ต่างได้รับความรู้ใหม่ของกันและกัน


ความเป็นมาของการจัดการความรู้

        ความเป็นมาของการจัดการความรู้ เริ่มต้นจาก Ikujiro Nonaka เป็นผู้คิดริเริ่มในการเห็นความสำคัญของการจัดการความรู้ และให้ตระหนักเห็นคุณค่าของความรู้เพื่อให้ความรู้เป็นสิ่งที่สืบเนื่องต่อไป ท่านยังสร้าแบบจำลองขึ้นมา คือ SECI Model


 Ikujiro Nonaka
ที่มา: www.l3nr.org


วิวัฒนาการของการจัดการความรู้

  • Pre-SECI -ค.ศ. 1978 เป็นยุคของการเริ่มต้นในการจัดการความรู้ เริ่มมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการใช้ความรู้เพื่อการตัดสินใจ
  • SECI - 1995 เป็นยุคที่มีการจำแนกประเภทของความรู้ออกเป็น 2 ประเภท คือ Explicit Knowledge และ Tacit Knowledge
    • Post-SECI- 2001 มีการอธิบายให้เห็นว่าการจัดการความรู้เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน มีหลากหลายมิติ ซึ่งจับต้องไม่ได้ จึงต้องใช้เทคโนโลยีในการเป็นเครื่องจัดการความรู้
            
    ความหลากหลายของการจัดความรู้ในหลายมุมมอง
    • การใช้เทคโนโลยีในการช่วยในการรวบรวม การจัดระบบ การจัดเก็บ ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูลความรู้ได้อย่างรวดเร็ว
    • การจัดการความรู้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กัน
    • การจัดการความรู้ต้องอาศัยการตีความที่ดีและสามรถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์
    • เมื่อมีการจัดการความรู้ที่ดีแล้วจะส่งผลดีต่อองค์กรด้วย


    ประเภทของความรู้

             Explicit Knowledge หมายถึง ความรู้แบบปรากฏเห็นชัด แจ่มแจ้ง  เป็นระบบ สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นเอกสาร หนังสือ สื่อต่างๆ


    ที่มา : www.physics.sci.ku.ac.th


                Tacit Knowledge หมายถึง  ความรู้ที่ไม่ปรากฏให้เห็นชัด ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวของบุคคล ถ่ายทอดออกมายาก ความรู้อาจเกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ พรสวรรค์ (Talent)


    ที่มา : www.enterrasolutions.com


    ความรู้เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง

    ที่มา :www.vettech.ku.ac.th

            จากภาพด้านบนอธิบายได้ว่า ความรู้ที่มองเห็น   Explicit Knowledge  เป็นความรู้ที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ซึ่งมรเพียงน้อง ประมาณ 30% เท่านั้น ส่วนความรู้ที่มองไม่เห็น  Tacit Knowledge
    เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ซึ่งมีอยู่มาก ประมาณ 70%


    การเปลี่ยนแปลงสถานะของการเรียนรู้ SECI MODEL




    ที่มา : http://52010911288.blogspot.com/


             จากภาพด้านบนอธิบายได้ว่า


    • Socialization เป็นการการแบ่งปันและสร้างความรู้ โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ด้วยการพูดคุย ประชุม
    • Externalization  เป็นการสร้างความรู้โดยการแปลความหรือถอดความออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ด้วยการจดบันทึก
    • Combination เป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการจดบันทึกอย่าเป็นระบบ
    • Internalization เป็นการนำความรู้ที่ได้ทำการสั่งสมมาตั้งแต่ต้น มาประยุต์ใช้


      ความรู้เป็นของใคร


            ความรู้ที่สำคัญที่สุดคือ ความรู้ของบุคคล เพราะเมื่อทุกคนมีความรู้แล้วก็จะส่งผลให้องค์กรดีขึ้นตามด้วย ที่สำคัญยังทำให้พัฒนาประเทศให้เป็นประเทศที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย


    ระดับของความรู้

    ระดับที่ 1 : Know-what รู้ว่าคืออะไร
                     เป็นความรู้เชิงรับรู้
    ระดับที่ 2 : Know-how รู้วิธีการ
                     เป็นความสามารถในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้
    ระดับที่ 3 : Know-why รู้เหตุผล
                      เป็นความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและมีความสลับซับซ้อน สามาารถรู้ว่าทำเพื่ออะไร
    ระดับที่ 4 : Care-why ใส่ใจกับเหตุผลและแก้ปัญหา
                      เป็นความรู้ที่มาจากความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง


    กระบวนการพัฒนาความรู้
    ที่มา  : www.slideshare.net

    • ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริง ข้อมูลดิบ หรือตัวเลขต่างๆที่ยังไม่ได้ผ่านการแปลความ
    • สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการประมวลผล เพื่อมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการและตัดสินใจ
    • ความรู้ หมายถึง สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด เปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับความรู้อื่นจนเกิดเป็นความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์
    • ปัญญา หมายถึง ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน

    ที่มา; http://www.slideshare.net




    ไม่มีความคิดเห็น:

    แสดงความคิดเห็น