ความรู้ เป็นสิ่งที่ได้รับมาจากประสบการณ์ต่างๆ รอบตัวเราในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารจาก โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ โซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือแม้แต่การพูดคุยกันระหว่างบุคคลก็เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งเกิดเป็นความรู้แล้ว
ความรู้ หากเปรียบเทียบให้ความรู้เป็นมีดด้ามหนึ่งแล้ว ถ้าไม่ได้รับการใช้งานหรือลับมีด มีดด้ามนั้นก็จะขึ้นสนิม อาจจะใช้การไม่ได้ในอนาคตก็เป็นได้ ความรู้ก็เช่นกันมีต้องได้รับการทบทวนอยู่เสมอ ต้องแบ่งบันซึ่งกันและกัน การแชร์ความรู้หนึ่งครั้งเท่ากับการทวนความรู้หนึ่งครั้งจะทำให้ความรู้นั้นคงอยู่กับเราตลอดไป
ความรู้ คือสิ่งที่อยู่ภายในบุคคล จับต้องไม่ได้จึงต้องมีการวัดประเมินความรู้ ด้วยการทดสอบ ถามตอบ ตัดสินจากผลงาน หรือ การกระทำ
ความรู้จะมีคุณค่าได้นั้นก็ขึ้นอยู่ว่าผู้ใช้ความรู้จะประยุกต์ใช้ความรู้ได้ถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ ผู้ให้ความรู้ที่ดีจะต้องคำนึงถึงโอกาสหรือช่วงเวลานั้นด้วย
การจัดการความรู้ (Knowledge Management)
การจัดการความรู้ เป็นการจัดการความรู้ที่มีนั้นให้เป็นระบบระเบียบเพื่อให้ความรู้อยู่สืบไป โดยการสร้างความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เรียนรู้ รวบรวม แล้วนำมาแยกแยะ จัดระเบียบ เพื่อนำไปสู่การประยุกต์ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
จุดเริ่มต้นของการจัดการความรู้
จากภาพด้านบน อธิบายได้ว่า จุดเริ่มต้นของการจัดการความรู้ เกิดจากการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างความรู้ของเพื่อนกับความรู้ของเรา อาจเกิดจากการพูดคุยกัน แล้วเกิดเป็นความรู้รวมระหว่างความรู้ของเราและความรู้ของเพื่อน จึงกลายเป็นความรู้ใหม่ที่ 2 ฝ่ายก็ต่างได้รับความรู้ใหม่ของกันและกัน
ความเป็นมาของการจัดการความรู้
ความเป็นมาของการจัดการความรู้ เริ่มต้นจาก Ikujiro Nonaka เป็นผู้คิดริเริ่มในการเห็นความสำคัญของการจัดการความรู้ และให้ตระหนักเห็นคุณค่าของความรู้เพื่อให้ความรู้เป็นสิ่งที่สืบเนื่องต่อไป ท่านยังสร้าแบบจำลองขึ้นมา คือ SECI Model
ความหลากหลายของการจัดความรู้ในหลายมุมมอง
ประเภทของความรู้
Explicit Knowledge หมายถึง ความรู้แบบปรากฏเห็นชัด แจ่มแจ้ง เป็นระบบ สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นเอกสาร หนังสือ สื่อต่างๆ
Tacit Knowledge หมายถึง ความรู้ที่ไม่ปรากฏให้เห็นชัด ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวของบุคคล ถ่ายทอดออกมายาก ความรู้อาจเกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ พรสวรรค์ (Talent)
จากภาพด้านบนอธิบายได้ว่า
ความรู้เป็นของใคร
ความรู้ คือสิ่งที่อยู่ภายในบุคคล จับต้องไม่ได้จึงต้องมีการวัดประเมินความรู้ ด้วยการทดสอบ ถามตอบ ตัดสินจากผลงาน หรือ การกระทำ
ความรู้จะมีคุณค่าได้นั้นก็ขึ้นอยู่ว่าผู้ใช้ความรู้จะประยุกต์ใช้ความรู้ได้ถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ ผู้ให้ความรู้ที่ดีจะต้องคำนึงถึงโอกาสหรือช่วงเวลานั้นด้วย
การจัดการความรู้ (Knowledge Management)
การจัดการความรู้ เป็นการจัดการความรู้ที่มีนั้นให้เป็นระบบระเบียบเพื่อให้ความรู้อยู่สืบไป โดยการสร้างความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เรียนรู้ รวบรวม แล้วนำมาแยกแยะ จัดระเบียบ เพื่อนำไปสู่การประยุกต์ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
จุดเริ่มต้นของการจัดการความรู้
ความเป็นมาของการจัดการความรู้
ความเป็นมาของการจัดการความรู้ เริ่มต้นจาก Ikujiro Nonaka เป็นผู้คิดริเริ่มในการเห็นความสำคัญของการจัดการความรู้ และให้ตระหนักเห็นคุณค่าของความรู้เพื่อให้ความรู้เป็นสิ่งที่สืบเนื่องต่อไป ท่านยังสร้าแบบจำลองขึ้นมา คือ SECI Model
Ikujiro Nonaka
ที่มา: www.l3nr.org
วิวัฒนาการของการจัดการความรู้
- Pre-SECI -ค.ศ. 1978 เป็นยุคของการเริ่มต้นในการจัดการความรู้ เริ่มมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการใช้ความรู้เพื่อการตัดสินใจ
- SECI - 1995 เป็นยุคที่มีการจำแนกประเภทของความรู้ออกเป็น 2 ประเภท คือ Explicit Knowledge และ Tacit Knowledge
- Post-SECI- 2001 มีการอธิบายให้เห็นว่าการจัดการความรู้เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน มีหลากหลายมิติ ซึ่งจับต้องไม่ได้ จึงต้องใช้เทคโนโลยีในการเป็นเครื่องจัดการความรู้
- การใช้เทคโนโลยีในการช่วยในการรวบรวม การจัดระบบ การจัดเก็บ ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูลความรู้ได้อย่างรวดเร็ว
- การจัดการความรู้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กัน
- การจัดการความรู้ต้องอาศัยการตีความที่ดีและสามรถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์
- เมื่อมีการจัดการความรู้ที่ดีแล้วจะส่งผลดีต่อองค์กรด้วย
ประเภทของความรู้
Explicit Knowledge หมายถึง ความรู้แบบปรากฏเห็นชัด แจ่มแจ้ง เป็นระบบ สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นเอกสาร หนังสือ สื่อต่างๆ
ที่มา : www.physics.sci.ku.ac.th
Tacit Knowledge หมายถึง ความรู้ที่ไม่ปรากฏให้เห็นชัด ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวของบุคคล ถ่ายทอดออกมายาก ความรู้อาจเกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ พรสวรรค์ (Talent)
ที่มา : www.enterrasolutions.com
ความรู้เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง
ที่มา :www.vettech.ku.ac.th
จากภาพด้านบนอธิบายได้ว่า ความรู้ที่มองเห็น Explicit Knowledge เป็นความรู้ที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ซึ่งมรเพียงน้อง ประมาณ 30% เท่านั้น ส่วนความรู้ที่มองไม่เห็น Tacit Knowledge
เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ซึ่งมีอยู่มาก ประมาณ 70%
ที่มา : http://52010911288.blogspot.com/
- Socialization เป็นการการแบ่งปันและสร้างความรู้ โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ด้วยการพูดคุย ประชุม
- Externalization เป็นการสร้างความรู้โดยการแปลความหรือถอดความออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ด้วยการจดบันทึก
- Combination เป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการจดบันทึกอย่าเป็นระบบ
- Internalization เป็นการนำความรู้ที่ได้ทำการสั่งสมมาตั้งแต่ต้น มาประยุต์ใช้
ความรู้เป็นของใคร
ความรู้ที่สำคัญที่สุดคือ ความรู้ของบุคคล เพราะเมื่อทุกคนมีความรู้แล้วก็จะส่งผลให้องค์กรดีขึ้นตามด้วย ที่สำคัญยังทำให้พัฒนาประเทศให้เป็นประเทศที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย
ระดับของความรู้
ระดับที่ 1 : Know-what รู้ว่าคืออะไร
เป็นความรู้เชิงรับรู้
ระดับที่ 2 : Know-how รู้วิธีการ
เป็นความสามารถในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้
ระดับที่ 3 : Know-why รู้เหตุผล
เป็นความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและมีความสลับซับซ้อน สามาารถรู้ว่าทำเพื่ออะไร
ระดับที่ 4 : Care-why ใส่ใจกับเหตุผลและแก้ปัญหา
เป็นความรู้ที่มาจากความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง
กระบวนการพัฒนาความรู้
ที่มา : www.slideshare.net
- ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริง ข้อมูลดิบ หรือตัวเลขต่างๆที่ยังไม่ได้ผ่านการแปลความ
- สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการประมวลผล เพื่อมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการและตัดสินใจ
- ความรู้ หมายถึง สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด เปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับความรู้อื่นจนเกิดเป็นความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์
- ปัญญา หมายถึง ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน
ที่มา; http://www.slideshare.net








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น